Tuesday, April 5, 2016

นี่แหละครับ ! วิธีการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว


 นี่แหละครับ วิธีการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว ที่เป็นแนวทางซึ่งผมเสนอในการแก้ปัญหาธุรกิจครอบครัว กรณีน้ำพริกแม่ประนอม ซึ่งผมฟันธงว่า การคุยกันระหว่างคู่ขัดแย้ง เช่น แม่กับลูกสาวคนโต เป็นทางออกที่ดีที่สุด และมีคนกลาง เช่น มล.ปนัดดา ดิศกุล มาช่วยยิ่งทำให้ง่ายขึ้น และต้องไม่มีคนนอกมาเข้ามาอยู่ในการเจรจาจะดีที่สุด (ทั้งเขยและสะใภ้ หรือ อื่น ๆ )










ดร.ดนัย เทียนพุฒ 
ที่ปรึกษาและนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ
 รางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่นแห่งประเทศไทย ปี 2552  ประเภทนักวิชาการและที่ปรึกษา
กรรมการบริหารหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารระดับกลาง
สถาบันพระปกเกล้า
www.drdanai.blogspot.com
www.facebook.com/Strategy.th
โทร 0818338505  
email: drdanait@gmail.com
  Line ID: thailand081 



Saturday, April 2, 2016

ไขปมขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว-กรณีน้ำพริกแม่ประนอม


          การดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจครอบครัว เมื่อดำเนินไประยะหนึ่ง การมีปัญหาที่เรียกว่า "ข้อขัดแย้ง"  ทั้งในครอบครัวหรือในธุรกิจ  ถือเป็นเรื่องปกติของทุกคนหรือทุกกิจการ ไม่ได้เป็นข้อพิเศษอะไร
         สำหรับกรณี ธุรกิจครอบครัว กรณี "น้ำพริกแม่ประนอม"  ถือได้ว่า เป็นอีกกรณีตัวอย่าง ควรแก่การศึกษาทำความเข้าใจ เหตุที่ธุรกิจนี้ได้มีการพูดถึงมากเพราะ
         -เป็นธุรกิจทีมีคนรู้จักกันมาก  "น้ำพริกแม่ประนอม"  เกือบ ๆ 50 ปี คู่ครัวคนไทยมาอย่างยาวนาน
         -เป็นกรณี ที่เกิดขึ้นเมื่อผู้นำครอบครัว คือ คุณพ่อ เสียชีวิต  การดำเนินธุรกิจ ระหว่างคุณแม่และ ลูกสาวคนโต  ได้เกิดการเปลียนแปลงขึ้น
         - การเปลี่ยนแปลงด้านผู้ถือหุ้น (ตามข่าวและ สัดส่วนผู้ถือหุ้น)  มีประเด็นต้องหาข้อเท็จจริง ระหว่างคุณแม่และ ลูกสาวคนโต ทำให้เกิดการวิจารณ์ในโลกโซเชี่ยลมีเดียและเป็นประเด็นร้อนในสื่อแทบจะทุกช่อง
         จึงกลายเป็น "เรื่องเป็นข่าว" ที่ทุกคนสนใจและให้การติดตาม
         ผู้เขียนเอง ศึกษาในธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว  ได้รับเชิญไปร่วมในรายการ "เป็นเรื่องเป็นข่าว " ช่อง pptv HD 36 เมื่อวันที่ 29 มี.ค.59  ( ไขปมขัดแย้ง ศึกสายเลือด แม่ประนอม http://www.pptvthailand.com/programs/รายการข่าว/เป็นเรื่อง-เป็นข่าว/63353)


ก่อนเริ่มรายการ ดร.ดนัย เทียนพุฒ ได้มารอเตรียมออกอากศที่ pptv HD ช่อง 36 ได้ถือโอกาสถ่ายรูป ไว้เป็นความทรงจำ




พูดคุยกันก่อนจะเริ่มรายการ เป็นเรื่องเป็นข่าว "ไขปมขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว-กรณีน้ำพริกแม่ประนอม"






       
video
       

video
                                       

------------------------
จบบริบูรณ์  (นำมาจาก http://manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9590000035145)

ศึกสายเลือดแม่ประนอมกับลูกสาวปมฮุบกิจการจบซะที หลังเปิดวังวรดิศนั่งเคลียร์ 2 ชั่วโมง ก่อนแถลงข่าวกอดคอทั้งน้ำตา ยันถอนฟ้องหมดทุกอย่าง ขออะไรก็ให้หมด และได้หุ้นบริษัทคืนมา ด้าน ม.ล.ปนัดดา บอกเห็นภาพนี้แล้วซึ้ง อยากให้คนไทยสามัคคี
       
       วันนี้ (5 เม.ย.) ที่วังวรดิศ ถนนหลานหลวง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดวังต้อนรับ นางประนอม แดงสุภา อายุ 87 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งน้ำพริกเผาแม่ประนอม และ นางศิริพร แดงสุภา รรมการผู้จัดการบริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด ทายาทรุ่นที่ 2 หลังกรณีเกิดความขัดแย้งในตระกูล กรณีที่นางประนอมเข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่า ถูกลูกสาวและลูกเขยฮุบกิจการ โดยเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทใหม่ทั้งหมด ปลอมหนังสือมอบอำนาจโอนที่ดินกองมรดกไปเป็นของตัวเอง ที่ผ่านมา ได้ฟ้องร้องต่อศาลเรียกคืนทรัพย์สินแต่ไม่เป็นผล และให้ออกจากบ้าน รวมทั้งภายหลังได้แถลงข่าวพร้อมให้อภัยและยุติเรื่องต่าง ๆ หากลูกคืนสมบัติ
       
       การเจรจาดังกล่าวใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จากนั้น นางประนอมและนางศิริพรได้ออกมาพบผู้สื่อข่าว พร้อมด้วยนางศิริวัลย์ แดงสุภา บุตรสาวคนรอง โดยนางประนอมได้สวมกอดนางศิริพรพร้อมกล่าวทั้งน้ำตาว่า “วันนี้ตกลงกันได้แล้ว พี่น้องก็รักกันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรแล้ว ในส่วนของคดีความต่างๆ ที่มีการฟ้องร้องก็ยุติแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ทางลูกสาว แม่ขออะไรเขาก็ยินดีให้หมด”
       
       ผู้สื่อข่าวถามนางประนอมว่า นางประนอมบอกว่าลูกสาวไล่ออกจากบ้าน นางประนอมชี้แจงว่า "ไม่จริง เขาไม่เคยไล่แม่เลย แต่แม่ออกมาเอง วันนี้แม่ก็มารบกวนบ้านท่าน (ม.ล.ปนัดดา) ท่านก็อนุญาตมาตั้งนานแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะอยู่ในใจแม่ประนอมแล้ว ก็ขอขอบคุณผู้สื่อข่าวด้วย ช่วยแก้ข่าวให้ด้วยว่า น้ำพริกแม่ประนอมจะยืนหยัดอยู่กับลูกกับหลาน ในส่วนของหุ้นบริษัทก็ได้กลับคืนมาแล้ว”
       
       ด้าน ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า สิ่งที่เราต้องการคืออยากเห็นครอบครัวนี้เป็นแบบอย่างให้กับสังคมไทย ความรักของบุพการีที่มีต่อลูกหลาน และลูกหลานที่มีความกตัญญูกตเวทิตา วันนี้ได้เห็นภาพนี้แล้วก็อยากให้ลูกหลานไทยได้มีความรู้รักสามัคคี และช่วยนายกรัฐมนตรี ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีความร่มเย็นเป็นสุข 


ดร.ดนัย เทียนพุฒ 
ที่ปรึกษาและนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ
 รางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่นแห่งประเทศไทย ปี 2552  ประเภทนักวิชาการและที่ปรึกษา
กรรมการบริหารหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารระดับกลาง
สถาบันพระปกเกล้า
www.drdanai.blogspot.com
www.facebook.com/Strategy.th
โทร 0818338505  
email: drdanait@gmail.com
  Line ID: thailand081 


Wednesday, September 30, 2015

"พ่อกับลูก" ต่างมุมมองที่ต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจในธุรกิจครอบครัว



             ในช่วงที่ไปสอน MBA  ที่ มรภ.ภูเก็ต นศ.ในชั้นเรียน มีคละกันระหว่างคนที่ทำงานในบริษัทต่าง ๆ  กับคนที่ทำงานในธุรกิจของครอบครัว  กับ คนที่ตั้งธุรกิจของตนเอง (Start up business) 

             สำหรับคนที่ ทำงานกับธุรกิจครอบครัวของตนเอง ก็มีหลากหลาย เช่น ได้เข้ามารับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจกับ พ่อ-แม่   บางคนก็แล้วแต่พ่อ-แม่จะให้ทำอะไร(ลักษณะนี้ ก็อยากจะออกมาหางานทำเป็นตัวของตัวเองก็มี)

            ได้มีโอกาสพูดคุยกับ บรรดาลูกเจ้าของกิจการ และได้ข้อคำถามหรือ การไขคำตอบให้ไปบางกรณี เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
             ในกรณีของการที่เข้าร่วมบริหารงานด้านธุรกิจกับรุ่นพ่อ-แม่ อาจมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นดังนี้

             1) ความต้องการในการดำเนินธุรกิจตามความคิดของตนเอง หรือ ตามที่ได้รับการศึกษาเรียนรู้มา ซึ่งในลักษณะนี้อาจมีความแตกต่างในมุมมองทางความคิด เช่น
             รุ่นลูก อยากปรับวิธีการทำธุรกิจ ใช้ความรู้ทางการตลาดเข้ามาเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ในขณะที่พ่อ-แม่ อาจมองว่าไม่มีความจำเป็นเพราะเคยทำมาไม่เห็นต้องทำการตลาดอะไร ขอให้สร้างสิ่งที่น่าสนใจ เมื่อมีลูกค้ามาก็ต้องเสนอขายหรือบริการให้ดี สร้างสีสันเพื่อให้ลูกค้าเข้าร้านหรือมาใช้บริการให้มากขึ้น

            2) เท่าที่ได้มีโอกาสไปพูดคุยกับรุ่นพ่อ-แม่ของลูกศิษย์ ซึ่งพาไปชมกิจการประเภท บันเทิง ร้านอาหาร ในย่านป่าตอง
            รุ่นพ่อ-แม่ มีความคิดว่า หลักวิชาบางครั้ง ปรับใช้ยาก และไม่ค่อยจะทำให้ประสบความสำเร็จมากนัก  และอีกอย่างประสบการณ์ที่รุ่นพ่อ-แม่ดำเนินมานั้น ทำให้ธุรกิจเติบโตได้มาถึงปัจจุบัน จึงยังไม่ค่อยวางใจกับสิ่งที่รุ่นลูกเสนอให้ทำ
           เมื่อรุ่นลูกขอ เปิดสาขาดำเนินการ คุณพ่อก็ยินยอมให้ทำ แต่พอทำไปสักพัก คุณพ่อก็จะเข้ามาสั่งการมาล้วงลูกการทำงาน เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ ลูกได้สั่งการหรือให้พนักงานไปทำ  ก็เกิดข้อขัดแย้งในวิธีการทำงาน และลูกน้องก็สับสน
           ลูกก็ตัดสินใจ ถอยออกไม่ไปยุ่งเลย ผลก็กลายเป็น คุณพ่อน้อยใจ หาว่าไม่ช่วย เกิดกลายเป็นความอีหลักอีเหลื่อ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

          มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกชายได้สอบถามผมเรื่องที่ร้านมีการทุจริตของพนักงานที่เก็บเงิน  ได้เล่ากระบวนการให้ผมฟังเสร็จ ผมได้แนะนนำวิธีการ ระหว่างการควบคุมการเก็บเงิน และการตรวจสอบรายได้รับกับบิลและการขายในแต่ละวันว่าควรทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าทุจริตหรือไม่  หลังจากฟังวิธีการที่ผมแนะนำไป
ไปบอกคุณพ่อ ท่านทำทันทีเลย

           3) ผมมีข้อสรุปว่า การทำงานระหว่างรุ่นพ่อ-แม่กับรุ่นลูกนั้นมีสิ่งที่ต้องเข้าใจคือ
           -มีความแตกต่างในด้านความคิด ระหว่างประสบการณืของรุ่นพ่อ-แม่กับรุ่นลูกที่ร่ำเรียนมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
           -ไม่ใช่รุ่นพ่อ-แม่จะไม่รับฟังเสียเลยทีเดียวแต่สิ่งที่เสนอให้ทำนั้นต้องเห็นผลอย่างชัดเจนกับธุรกิจในด้านรายได้ค่อใช้จ่าย
           -ทางออกที่สำคัญ ผมมักแนะนำให้รุ่นลูก หาทางพิสูจน์ฝีมือ โดยเลือกทำในสิ่งที่พ่อ-แม่ไม่สนใจ ไม่มีความชำนาญ ทำในสิ่งนั้น ซึ่งพ่อ-แม่จะไม่เข้ามายุ่ง ด้วยเหตุที่ไม่ชำนาญหรือไม่รู้ในเรื่องนั้น หากทำได้สำเร็จจะเป็นแนวทางให้เกิดความไว้วางใจให้เข้ามาทำงานในธุรกิจมากขึ้น
          -หรืออาจมีอีกทางคือ เมื่อเรียนจบใหม่ ๆ อย่าเพิ่งเข้าไปช่วยกิจการในทันทีแต่ให้ไปทำงานกับธุรกิจอื่นก่อนพอให้เห็นว่าเราทำงานเป็นตัวตนได้ มีหน้าที่การงานระดับหนึ่งแล้วค่อยกลับเข้ามาช่วยกิจการก็เป็นอีกวิธีที่นิยมทำกัน

          เรื่องธุรกิจครอบครัว ในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เกิดอยู่ตลอดเวลา จะใช้เวลามากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับรุ่นพ่อ-แม่ยอมรับรุ่นลูกเร็วน้อยแค่ไหน และรุ่นลูกได้พิสูจน์ฝีมือตนเองได้เร็วแค่ไหนอีกด้วย

          ผมเอาใจช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันได้ระหว่าง คน 2 รุ่นครับเพราะเป็นความสำเร็จที่ต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจระหว่างกันครับ
                           

             
ดร.ดนัย เทียนพุฒ
นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาธุรกิจอิสระ
กรรมการบริหารหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลผู้บริหารระดับกลาง
สถาบันพระปกเกล้า
โทร 0818338505  
email: drdanait@gmail.com
         Line ID: thailand081       

Sunday, March 29, 2015

การสืบทอดธุรกิจครอบครัว วันที่ 26 มีค.58 ที่ ม.รังสิต




 ดร.ดนัย เทียนพุฒ
นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาธุรกิจ
กรรมการบริหารหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลผู้บริหารระดับกลาง
สถาบันพระปกเกล้า
โทร 0818338505  
email: drdanait@gmail.com
         Line ID: thailand081        

                                                         

Friday, March 27, 2015

การสืบทอดธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น

          การสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “การสืบทอดธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น : ผ่าทางตันทายาทธุรกิจให้ยั่งยืนเกินรุ่นที่ 3”  จัดโดยคณะบริหารธุรกิจ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2558 เวลา 9.00-12.00น. ที่อาคารรัตนคุณากร ห้อง Auditorium 11-101 มหาวิทยาลัยรังสิต


                 

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาธุรกิจ
กรรมการบริหารหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลผู้บริหารระดับกลาง
สถาบันพระปกเกล้า
โทร 0818338505  
email: drdanait@gmail.com
Line ID: thailand081
                                                 

Saturday, February 21, 2015

ฟรี ๆๆๆ การสัมมนา "การสืบทอดธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น"

                            ฟรี ๆๆๆ การสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “การสืบทอดธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น : ผ่าทางตันทายาทธุรกิจให้ยั่งยืนเกินรุ่นที่ 3” ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2558 เวลา 9.00-12.00น. ที่อาคารรัตนคุณากร ห้อง Auditorium 11-101 มหาวิทยาลัยรังสิต
กรอกข้อมูลการสมัครออนไลน์ได้ที่ Websitehttp://rsucis.com/rsubbatraining/
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 098-5100886 หรือ 02-9972222 ต่อ 1023


ดร.ดนัย เทียนพุฒ
นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาธุรกิจ
กรรมการบริหารหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลผู้บริหารระดับกลาง
สถาบันพระปกเกล้า
โทร 0818338505  
email: drdanait@gmail.com
Line ID: thailand081

Friday, February 20, 2015

10 คุณลักษณะแห่งความสำเร็จ (ของธุรกิจครอบครัวไทย)


            ผลการวิจัย โครงการ"จากธุรกิจครอบครัวสู่ธุรกิจมืออาชีพ" ที่เจาะลึกคุณลักษณะของ ผู้ก่อตั้งและผู้นำธุรกิจครอบครัว  4 ตระกูลใหญ่ของไทย (จิราธิวัฒน์ ลำ่ซำ เจียรวนนท์ และ โชควัฒนา) เป็นการวิจัยที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554  ผู้เขียนได้นำเสนอขั้นต้นในปี 2556 และ กำลังจะสรุปผลในขั้นสุดท้าย สำหรับปีนี้  
           ผู้เขียน ได้วิจัยค้นพบ 10 คุณลักษณะแห่งความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวไทย ลองดูครับ ตามรูป แล้วจะนำเสนอผลอย่างต่อเนื่อง 



ดร.ดนัย เทียนพุฒ
นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาธุรกิจ
กรรมการบริหารหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลผู้บริหารระดับกลาง
สถาบันพระปกเกล้า
โทร 0818338505  
email: drdanait@gmail.com
Line ID: thailand081