Friday, February 11, 2011

ธุรกิจครอบครัว : Family Business


หลังจากที่ ดร.ดนัย เทียนพุฒ ได้ นำข้อเขียน VDO Blog ในเรื่อง ธุรกิจครอบครัว (Family Business) ตัวอย่างเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวไทย ( Thai Family Business) และ โมเดลต่าง ๆ ของ Family Business หรือ แม้กระทั่ง Succession Model ทำให้มีผู้สนใจจำนวนมาก
ดังนั้นจึงได้จัดทำ สารบัญรวม ของ Family Businesses แต่ละส่วนขึ้นมาเพื่อให้ง่ายแก่การค้นหามากยิ่งขึ้น
เรื่องแรก : จุดกำเนิดธุรกิจครอบครัวไทย
เรื่องที่ 2 : Thai Family Business
เรื่องที่ 3 : ธุรกิจครอบครัวฮีโร่ตัวจริงของประเทศ
เรื่องที่ 4 : แก่นแท้ของความเป็นธุรกิจครอบครัว


วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันพระปกเกล้า
โทร 029301133  
email: drdanait@gmail.com

Tuesday, February 8, 2011

นักการตลาดของ CPN- เซ็นทรัลพัฒนา

กบฎ เลือดบ้า Passion มีรสนิยม สร้างสรรค์ เก่งในการปรับตัวและวิธีคิด มีสามัญสำนึก เก่งแถมหล่อด้วยสวยด้วยก็เลิศ เป็นนักเล่าเรื่อง

และนี่คือสเปคที่นักการตลาดขั้นเทพอย่าง ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้กำหนดไว้หรือ storytellerg  ฯลฯคือคุณสมบัติของนักการตลาดในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วเหนือแสง
แม้จะยิ่งใหญ่แต่หากทำตัวเชื่องช้า งุ่มง่ามก็อาจลงเอยเหมือนกับ 'ไดโนเสาร์' สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์ไปนานแล้ว ในวันนี้นักการตลาดที่เยี่ยมยุทธ์ จำเป็นต้องกลายร่างเป็น 'แมลงสาบ' สัตว์ยุคเดียวกันแต่สามารถอยู่ทน อยู่นาน ขยายพันธ์จากรุ่นสู่รุ่น
 " นักการตลาดต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน ไม่ยึดติดกรอบความคิดหรือโมเดลความสำเร็จแบบเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะมันมีหลายองค์ประกอบที่ส่งกระทบต่อวิธีทำการตลาด ไม่ว่าปัญหาการเมือง ค่าเงิน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม มันเดาไม่ได้เลยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าแฟนที่คบกันมาอีก 5 ปีข้างหน้าเขายังจะรักเราอยู่"
 จึงไม่ใช่เป็นเพียงคำขู่ แต่เป็นเรื่องจริงที่ว่าถ้าใครไม่พร้อมจะเปลี่ยนก็ต้องตายในที่สุด และอาจอกหักรักคุดขนาดตุ๊ดก็ยังเมิน
ที่สำคัญคุณสมบัติดังว่าข้างต้น ดร.ณัฐกิตติ์นั้นมีอยู่ 'เพียบ' เหตุผลก็คือ ในฐานะ 'ผู้นำ' หน้าที่ของเขาคือ แมวมอง และสร้างนักการตลาดดาวเด่นมือดีให้กับองค์กร
"ผมจะเข้าไปคัดเลือกและพิจารณาเป็นพิเศษในตำแหน่งผู้จัดการขึ้นไป มีผิดมีถูกนะ แต่ทำงานมาถึงขั้นนี้คิดว่า 70 เปอร์เซ็นต์ที่มองถูก ก็ดูจากหลายๆ อย่างว่าตรงกับความต้องการของเราหรือเปล่า เช่น จากประวัติการศึกษา การพรีเซนต์งานของเขา บางทีมันก็พิสูจน์ได้ง่ายเช่น ถ้าคนที่ไม่ชอบไอโฟน เล่นไอแพด หรือบีบีหาใคร ชอบทำตัวเรียบง่ายไม่ใคร่ชอบสอดรู้สอดอย่างนี้เห็นจะไม่เหมาะแน่ ๆ"
 เขาบอกว่า เหมือนการคุยโวโตเกินจริงหากจะพูดว่า มีเซนส์เรื่องคน 'สูง' มาก ทั้งนี้เป็นเพราะชีวิตที่ผ่านมานั้นเขาได้รับการโปรโมทสู่ตำแหน่งผู้บริหารที่มีขั้นสูงขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง
 บทเรียนที่ได้เรียนรู้ และประสบการณ์ที่ผ่านมา จวบจนวันนี้ทุกอย่างก็ 'ตกผลึก' ในมุมคิดของ ดร.ณัฐกิตติ์ นั้นความสำเร็จเกิดจาก
การเปิดกว้างของผู้นำ
ที่หมายถึงผู้นำเปิดช่องให้ลูกน้องได้แสดงความคิดเห็น สามารถวิพากษ์วิจารณ์หัวหน้าด้วยเหตุด้วยผล แน่นอนที่ตัวเขานั้นเปิดถ่างกว้างรอบทิศ ( 360 องศา)
"คุณกอบชัย (จิราธิวัฒน์) ก็ปล่อยนะ คือเปิดโอกาสในระดับหนึ่ง ไม่ Top-Down เพราะการจะเป็นองค์กรอินโนเวทีฟ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปิดอิสระทางความคิดและการทำงานให้กับลูกน้อง และหลายปีที่ผ่านมา CPN ก็ได้รางวัลอินโนเวชั่นเยอะมาก"
และเรื่องของการเปิดโอกาส ให้ลูกน้องแสดงได้แสดงฝีมิอ อีกนัยหนึ่งก็เป็นเหมือนการ 'เสี่ยงดวง'
 " เราต้องดูแววลูกน้อง หากเขามั่นใจว่าทำได้ และเราก็เชื่อมั่นว่าเขาทำได้ เราก็ต้องปล่อย เรื่องนี้มันว่ากันด้วย กึ๋น เซ่งจี๊ แน่นอนว่ามันเสี่ยงซึ่งไม่ใช่เสี๊ยงเสี่ยง (เสียงสูง) ก็ต้องเสี่ยงไม่เช่นนั้นบริษัทก็โตไม่ได้เพราะคนจะไม่กล้าคิดหรือกล้าทำอะไร"
การสร้างให้เกิดความเชื่อ ในเรื่องการทำงานเป็นทีม
"ต้องยอมรับว่าคนไทยนั้นชอบเล่นบทคนเดียว วิ่งเปรี้ยวเป็นทีมไม่เป็น เราต้องพยายามสร้าง Framework นำไปสู่การทำงานร่วมกันเป็นทีมว่าต้องทำอย่างไร และภายในทีมก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่สุดยอดทั้งหมด คนเก่งอยู่ร่วมกันไม่ดี ต้องวาไรตี้ คนที่หลากหลายเท่านั้นถึงจะเป็นทีมเวิร์คที่ดีได้"
เขาบอกว่าปัจจุบันทีมการตลาดควรมีสัดส่วนระหว่างคนเก่าและคนใหม่เท่าๆ กัน คือ 50: 50 จากเดิมที่เป็น 70:30
 " เพราะเรา need อะไรที่แปลกใหม่มากขึ้น เวลาเปิดศูนย์การค้าสาขาใหม่ๆ เราต้องการวิธีการทำตลาดที่ไม่เหมือนเดิม เพราะโจทย์ของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ต้องอาศัยการแชร์ข้อมูลของคนเก่ากับคนใหม่ ขณะที่คนเก่าก็ได้เรียนรู้แนวคิดที่แปลกไปของคนใหม่ ส่วนคนใหม่ก็จะได้ความรู้จากคนเก่าอะไรที่ควรทำไม่ควรทำ"
 การสร้างไกด์ไลน์ในการทำงาน
"เราต้องมีบุ๊คไบเบิล เป็นกระบวนขั้นตอนการทำงาน เช่น งานอีเวนท์ จะต้องทำเรื่องอะไรบ้าง จัดเพื่อตอบวัตถุประสงค์อะไร ต้องคิดแผนงานอย่างไร ดูลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างไร นับเนื่องไปจนถึงการวัดผลว่าจะวัดอย่างไร"
รวมถึงจะมีการบ่งชี้ถึง Competency ของนักการตลาดของ CPN ที่พึงมีด้วย ซึ่งเบสิคนั้นมีอยู่ 5 ข้อ
คือ 1. สร้างสรรค์ (Innoration) 2. เชื่อมั่น ( integrity and trustworthy) 3.เป็นเลิศ (passion for Excellence) 4. ร่วมกัน (Team Synergy) และ 5.ใส่ใจมุ่งเน้นลูกค้า (Customer Focus)
และ การเป็นองค์กรแห่งความสุข หรือ Happy Workplace
 "คนไทยยังติดเรื่องความเป็นครอบครัว ในฐานะหัวหน้าเราก็ต้องพยายามตัวใกล้ชิดกับลูกน้อง ถามไถ่เรื่องส่วนตัวบ้าง ทำเรื่องเครียดให้เป็นเรื่องตลก สนุก "
 ทำไมต้องสนุก?
ดร.ณัฐกิตติ์ บอกว่าเพราะเซ็นทรัลหวังจะเป็นศูนย์การค้าที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า หากพนักงานไม่เอ็นจอยกับงาน ก็คงแค่จัด อีเวนท์ให้โป๊งๆ ชึ่งผ่านๆ ไปเท่านั้น
"ขณะที่เราคาดหวังอีเวนท์ที่เลอเลิศ บ้า ประหลาด เป็นที่โจษจัน "
เช่นนี้เอง บูมเมอแรงพอขว้างไปมันก็ย้อนกลับมาที่ตัวผู้นำเหมือนเดิม
" วัฒนธรรมมันขึ้นอยู่กับตัวผู้บริหารที่จะต้องทำ และแสดงให้ลูกน้องเห็นเป็นตัวอย่าง ว่าเจ้านาย บ้าจริง เราต้องบ้าให้เขาเห็นก่อน "
สำหรับดร.ณัฐกิตติ์แล้วกระทั่งยังเคยแสดงถึงมิติอินโนเวทีฟของตัวเอง ด้วยบทบาทของนักแสดงก็ทำมาแล้ว เขาบอกว่าเป็นเจ้านายที่ดีต้องทำได้หลายบท เป็นพระเอกคอยปลอบใจ จะเป็นผู้ร้ายเอาแต่ดุ ..เขาทำมาหมดแล้ว
 เลยยอมรับโดยดีว่าคุณสมบัติเยอะขนาดนี้เลยยังหา Suceessor ไม่ได้
เพราะถ้าจะแทนที่ได้ดาวเด่นคนนั้นต้องครบเครื่องเรื่องโหมด Leadership Competency ซึ่งมีอยู่ 6 ข้อ
 คือ 1. Nuturing talent 2. Entrepreneurial Spirit 3. Relationship Management 4.Strategic Orientation 5.Impacting performance และ 6. Leadership Role Model
ดร.ณัฐกิตติ์ย้ำอีกทีว่า คนจะไต่ขึ้นเป็นผู้นำได้ต้องมีลูกบ้าเยอะ แต่จะบ้าอย่างไรก็ตามต้องพิสูจน์ได้ชัดเรื่อง คุณภาพของงาน ด้วย ซึ่งเขาบอกว่าได้ตั้งมาตรฐานของผลงานไว้ 3 ข้อ ได้แก้ 1 . สำรวจความคิดเห็นว่าลูกค้าชอบแคมเปญการตลาดนี้หรือไม่ 2. ร้านค้าภายในศูนย์ฯ ชอบหรือไม่ และ 3. ประเมินกันเองภายในว่างานนี้ทำได้ดีมีรสนิยม สร้างความตื่นเต้น โชว์ถึงนวัตกรรมหรือไม่
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 

Friday, January 7, 2011

การพัฒนาและความท้าทายของธุรกิจครอบครัว -ดร.ดนัย เทียนพุฒ


ในวันที่ 5 ม.ค.54 ทาง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ขอสัมภาษณ์ ทรรศนะของ ดร.ดนัย เทียนพุฒเกี่ยวกับเรื่อง "ธุรกิจครอบครัว" โดยเฉพาะ การที่ธุรกิจครอบครัวจะเดินหน้า-เติบโตได้อย่างไร ทำไมจึงมีคนสนใจอยากพัฒนาธุรกิจครอบครัวเกิดขึ้นซึ่ง มีทั้งบทสัมภาษณ์ และ ข้อเขียน พร้อมการตีพิมพ์เผยแพร่

1.คลิปแรก เป็นมุมมองที่ทำไม ธนาคารหรือ แบ๊งค์ทั้งหลายจึงโดดมาช่วยพัฒนาธุรกิจครอบครัว แบบให้เปล่า หรือ ฟรี !!! แก่ลูกค้า



2. อะไรคือประเด็นที่ ธุรกิจครอบครัวสนใจส่งให้ ทายาทรุ่นใหม่เข้ารับการพัฒนา



3 .ดร.ดนัย เทียนพุฒ : ธุรกิจครอบครัวจะเติบโตได้อย่างไร

4. ดร.ดนัย พูด ทฤษฎีธุรกิจครอบครัวที่เป็นพื้นฐาน

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
รางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่นแห่งประเทศไทย ปี 2552 ประเภทนักวิชาการและที่ปรึกษา
กรรมการผู้จัดการ
โทร 029301133

Friday, December 24, 2010

ความท้าทายใหม่ของผู้ประกอบการธุรกิจ หรือ ธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่



ความท้าทายใหม่ของผู้ประกอบการธุรกิจ หรือ ธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่

ดร.ดนัย เทียนพุฒ นึกถึง ในช่วงปี พ.ศ. 2551 ได้ให้แนวคิดที่เป็นความท้าทายใหม่ของธุรกิจครอบครอบรุ่นใหม่
ผู้เขียนมองไกลไปปี 2012 เลยว่าจะมีแนวโน้มทิศทางอย่างไร ติดตามได้ แต่อยากให้อ่านของเดิมไว้ด้วยเพื่อการต่อ   
ยอดความคิด

 *แนวคิดของธุรกิจปี 2012


ดร.ดนัย เืทียนพุฒ มองทิศทางธุรกิจปี 2012


 *แนวคิดของ ธุรกิจในปี 2551 น่าจะมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงไปจากปี 2550 ในอัตราที่มากพอสมควร ผู้บริหารธุรกิจต่างก็รอคอยว่า ผู้รู้หรือโหรเศรษฐกิจจะให้คำทำนายอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับการดำเนินธุรกิจในปี 2551 กันบ้าง
ว่าจะคิดอย่างไรกับธุรกิจก้าวใหม่
ผู้เขียนบอกได้เลยครับว่า
-ราคาน้ำมันยังคงแพงอย่างต่อเนื่อง และไม่มีท่าว่าจะลดลงได้เพราะ ชาติผู้ผลิตน้ำมันควบคุมราคา(ให้สูง)และการผลิต(ให้ไม่มาก) ถ้าเรายังไม่คิดเรื่องพลังงานทดแทนให้เร็วขึ้น ธุรกิจคงแย่ละครับ
-อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ อยู่ระหว่าง 4-5 % ดีไม่ดีขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ (รัฐบาลนี้เขาเข้าบ้านพักแล้ว สนใจแต่ออกกฎหมาย ลงโทษคนผิดเท่านั้น)
-รัฐบาลใหม่ต้องกล้าเร่งการลงทุน และ กล้ายกเลิกกฎหมาย "ทุนทางสังคมนิยม" โดยพิจารณาสิ่งที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศซึ่งรัฐบาลขิงแก่ชราภาพออกมาอย่างมากมาย ในช่วง 1 ปี
-แนวโน้มการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์มีมากขึ้น เพราะ หน่วยงานของรัฐ เช่น จุฬา ฯ กรมธนารักษ์ สำนักงานทรัพย์สินฯ เปิดที่ผืนใหม่เพื่อ การพัฒนามากขึ้น
-พฤติกรรมผู้บริโภค จะเปลี่ยนแปลงไปตามการเกิดของระบบขนส่งมวลชนที่กำลังจะเกิดขึ้น ใช้ชีวิต กับคอนโดขนาดเล็ก กลางเมือง หรือ แนวรถไฟฟ้า มีรายได้มากขึ้นเพราะแต่งงานช้า หรือไม่มีลูก ชอบการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ยังเน้นความสะดวกสบายในใช้ชีวิตด้านสันทนาการ ดู หนัง ฟัง เพลง ดื่มเหล้า ท่องเที่ยว เล่นเน๊ต เป็นเรื่องปกติ
อะไรคือความท้าทายใหม่ของผู้ประกอบการธุรกิจ
ผู้เขียนพอมีเวลาว่าง ทำให้นึกถึงตอนที่แว็บบินไปสิงคโปร์ จึงเกิดตัวอย่างของ “Business Case Study” หรือกรณีตัวอย่างทางธุรกิจมาเล่าให้ผู้บริหารธุรกิจหรือผุ้ประกอบการธุรกิจและ ผู้ที่สนใจจะได้ศึกษาหรือเปิดโลกความคิดทางธุรกิจ
- ตัวอย่างของ Kid’s Ergonomics: Strategy Pro International Pte.,Ltdสิ่งที่น่าสนใจจากผู้ประกอบการของสิงคโปร์คือ อะไรเป็นหัวใจในการสร้างธุรกิจ
1) การใช้ดีไซน์สร้างธุรกิจให้โดดเด่น นี่คือความโดดเด่นอย่างยิ่งหมายความว่า สินค้าที่เป็นโต๊ะนักเรียนสำหรับลูกๆ ที่บ้าน เป็นโต๊ะที่ดีไซน์แบบสุดยอดไฮเทค
- โต๊ะนักเรียนที่สามารถปรับให้สูงขึ้นลงได้ตามความต้องการของผู้ใช้
2) การใช้ชื่อที่เป็นความฝันของเด็กนักเรียนตะวันตก เช่น รุ่น Cambridge และรุ่น Harvard

ทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าวทำให้ผู้เขียนนึกถึงตอนที่ทางสถาบัน SMEs ให้ผู้เขียนบรรยายเรื่อง
การวางแผนธุรกิจให้กับผู้เข้าอบรมที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ หรือ ธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่
ซึ่งตามเนื้อหาที่ออกแบบไว้ของสถาบัน SMEs น่าจะเพียงพอ ทั้งนี้เนื่องจากเนื้อหาประกอบด้วย

ผู้เขียนพบจุดอ่อนทางธุรกิจเมื่อได้มีโอกาสฟังการบรรยายพิเศษจากอาจารย์ที่มาจากมหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมัน
ซึ่งมาบรรยายหัวข้อการตลาดระหว่างประเทศ
อาจารย์ชาวเยอรมันที่สอนพยายามสอนด้วยแนวคิดของปรัชญาการตลาด ซึ่งเพื่อนหลายคนของผู้เขียนมีความรู้สึกว่าน่าเบื่อ และมีปัญหาข้ามวัฒนธรรมค่อนข้างมากในพฤติกรรมผู้บริโภคชาวเยอรมันกับพฤติกรรมคนไทยค่อนข้างต่างกัน

แต่ผู้เขียนกลับคิดว่าสิ่งนี้คือหัวใจสำคัญด้วยเหตุผลที่ว่า การเรียนถึงแก่นปรัชญาของวิชานั้นเป็นหัวใจที่จะเข้าใจในเนื้อหาและนำไปประยุกต์ใช้ได้ตลอดชีวิต
การเรียนเพียงหลักการและตัวอย่างแบบที่นิยมในสถาบันการศึกษาไทยและองค์กรธุรกิจไทย ไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เรามีขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ

ซึ่งจากตัวอย่างของผู้ประกอบการของธุรกิจสิงคโปร์ เราจะพบว่ามีปรัชญาของการตลาดที่น่าสนใจแล้วสร้างความท้าทายทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนได้สอบถามว่าเป็นสินค้านำเข้าหรือไม่ ผู้ขายได้บอกกับผู้เขียนว่าเป็น โลคอลแบรนด์ แต่ในทัศนะผู้เขียนเห็นว่าเป็นการคิดแบบโกลบอล 

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
     นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาอิสระ
วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันพระปกเกล้า
โทร 0818338505  email: drdanait@gmail.com
Line ID : thailand081

โมเดลของการสืบทอดธุรกิจครอบครัว : Thai Family Business Succession


น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่ปัจจุบันมีความสนใจในธุรกิจครอบครัว (Family Business) กันค่อนข้างมาก เนื่องด้วยผู้เขียนได้รับการสอบถามอยู่เสมอ
- มีนักศึกษาปริญญาเอกหลายๆ ท่านสนใจสอบถามพูดคุยถึงแนวทางการทำ Dissertation เกี่ยวกับธุรกิจครอบครัว
- เรื่องราวของธุรกิจครอบครัวที่ผู้เขียนโพสต์ไว้ใน blog โดยเฉพาะกรณีตัวอย่างธุรกิจครอบครัวจิราธิวัฒน์ มีผู้เข้าชมเกือบ 500 ท่าน
- การแข่งขันของธุรกิจธนาคารมีสูงมากจนต้องโดดเข้ามาสร้างความแตกต่างใหม่เพื่อจับกลุ่มลูกค้า SMEs และผู้ประกอบการโดยเข้ามาพัฒนาธุรกิจครอบครัว เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างและจริงจังมากกว่าในอดีต
- อีกทั้งยังมีหลายๆ สถาบันการศึกษาเปิด MBA ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ธุรกิจ SMEs และธุรกิจครอบครัว (Family Business)

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น การศึกษาของ Longenecker และคณะ (2006) พบว่า การเริ่มต้นธุรกิจ (Business Startup) นั้นมาจากแหล่งของไอเดียที่ช่วยสร้างธุรกิจ เช่น ประสบการณ์ในงานที่เคยทำมาก่อน (45%) ความสนใจส่วนตัวหรืองานอดิเรก (16%) โอกาสที่บังเกิดขึ้น (11%) คำแนะนำ (7%) ส่วนธุรกิจครอบครัวและการศึกษาหรือเข้าหลักสูตรอบรม (เพียง 6%)
(รูปสไลด์ที่ 1 ด้านล่าง)

โมเดลของการสืบทอดธุรกิจครอบครัว
สิ่งที่สนใจกันมากอีกอย่างหนึ่งของธุรกิจครอบครัวคือ การสืบทอดธุรกิจ (Suc-cession in Family Business) เพราะมีทฤษฎีหรือการพัฒนาในธุรกิจเมืองไทยให้เห็นน้อยมากหรืออาจจะพูดได้ว่า “ธุรกิจครอบครัวในเมืองไทยขาดการค้นคว้าและศึกษามายาวนานนับหลายทศวรรษ”
จะมาสนใจศึกษากันว่า ธุรกิจครอบครัวเป็นมาอย่างไรคงประมาณไม่เกิน 10 ปีมานี้เอง
จุดเริ่มต้น การพัฒนาการจัดการจุดเริ่มต้นของการวางแผนสืบทอดธุรกิจ (Suc-cession Planning)
หัวใจอย่างหนึ่งของธุรกิจที่ถ่ายทอดกันมาคือ เรื่องของการสืบทอดธุรกิจ (Succession Planning) ซึ่งเกิดมาจากความต้องการของธุรกิจในการที่จะขยายกิจการแล้วต้องการผู้บริหารเข้ามารับผิดชอบงานดังกล่าวในอนาคต กับการเตรียมผู้บริหารไว้ทดแทนผู้บริหารระดับสูงที่ลาออกหรือเกษียณออกไป หรือถูกซื้อตัวจะได้มีตัวตายตัวแทน (Successor)
(รูปสไลด์ที่ 2 ด้านล่าง)

Woodall และ Winstanly (1998) ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในการพัฒนาการจัดการ (Management Development) เกี่ยวกับแนวคิดในการวางแผนสืบทอดธุรกิจที่เกิดมาจากความจำเป็นใน 3 ส่วนด้วยกันคือ 1) ความจำเป็นของธุรกิจ (Business Needs) ในด้านกลยุทธธุรกิจ (Business Strategy) 2) ความจำเป็นขององค์กร (Organization Needs) ในด้านการพัฒนาองค์กร (Organization Development) และการพัฒนาการจัดการ (Management Development) และ 3) ความจำเป็นส่วนบุคคล (Individual Needs) ในเรื่องการพัฒนาตนเองและการวางแผนอาชีพของตนให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร

การสืบทอดธุรกิจครอบครัว โมเดลการจัดการสืบทอดธุรกิจครอบครัว

แม้ว่า Ward (2005) จะได้เสนอ เมทริกซ์ระยะของตัวตายตัวแทน (Successor’s Phases Matrix) ผู้เขียนยังอยากจะเสนอโมเดลของการสืบทอดธุรกิจครอบครัวที่ Longenecker & et al (2006) ได้พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 1978 และเป็นโมเดลที่ได้รับการพูดถึงอยู่พอสมควร ซึ่งในโมเดลนี้มี 7 ระยะด้วยกันดังรูปที่ 3 (สไลด์ด้านล่าง)
ทั้งหมดใน 7 ระยะนี้คือ การเข้าสืบทอดธุรกิจของตัวตายตัวแทนอย่างเต็มตัวของธุรกิจครอบครัว ไม่รู้ว่าธุรกิจครอบครัวไทยจะมีลักษณะแบบนี้หรือไม่ น่าสนใจศึกษาและคราวต่อไปจะเสนอสุดยอดพาราไดม์ของทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้
กันครับ!




ดร.ดนัย เทียนพุฒ
กรรมการผู้จัดการ
บจก. ดี เอ็น ที คอนซัลแตนท์
โทร 029301133

แก่นแท้ของความเป็นธุรกิจครอบครัว



ในประเทศใดก็ตามผู้เขียนเห็นว่า หากศึกษาในลึกซึ้งเราจะพบว่าความจำเป็นและความสำคัญของธุรกิจครอบครัวนั้นถือได้ว่าเป็นแก่นแท้ของรากฐานการพัฒนาธุรกิจเศรษฐกิจ สังคมและประเทศชาติแต่ในเมืองไทยกลับพบว่ามีการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวน้อยมาก (ได้ลองสืบค้นทางอินเตอร์เน็ตปรากฏว่าไม่มีข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ต่อการทำการวิจัยได้เลย)
ขณะที่ในทางกลับกัน ข้อมูลจากต่างประเทศกลับมีมากกว่าจนถึงขนาดเป็นหลักสูตรในสถาบันการศึกษาและสถาบันด้านธุรกิจครอบครัวที่มีเครือข่ายใหญ่โต
"ครอบครัว" ในมิติของธุรกิจครอบครัวไทย
ผู้เขียนร่วมมือกับเพื่อนท่านหนึ่งกำลังทำวิจัยเรื่อง "พาราไดม์สู่ความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวไทยจากรุ่นสู่รุ่น" (A Successful Paradigm of Thai Family Business from Generation to Generation) ซึ่งมีโครงการย่อย 2 โครงการด้วยกันคือ โครงการย่อยแรกเป็นการวิจัยเกี่ยวกับโมเดลความสามารถของธุรกิจครอบครัวไทย และโครงการย่อยที่สองเป็นการวิจัยการพัฒนากระบวนทัศน์การสืบทอดธุรกิจครอบครัวไทย
ในระหว่างที่ผู้เขียนพิจารณาเกี่ยวกับ องค์ประกอบในโมเดลของธุรกิจครอบครัวคือ ครอบครัว (F: Family) ธุรกิจ (B: Business) ความเป็นปัจเจกบุคคล(I: Individual) และความเป็นเจ้าของ (O: Ownership)
โดยเฉพาะคำว่า "ครอบครัว" (F) จะนิยามอย่างไรให้ตรงกับธุรกิจครอบครัวไทยให้ได้มากที่สุด

เผอิญเมื่อวันที่ 19 ก.พ.50 ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่อง "AQ: การพิชิตอุปสรรคอย่างอัจฉริยะ" (AQ: Adversity Quotient) เน้นสไตล์ไทยเพื่อให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขให้กับกลุ่มผู้บริหารและพนักงานบริษัทในเครือชัยสุวรรณ ที่โรงแรม Royal Ping อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้มีโอกาสสนทนาและกลายเป็นสัมภาษณ์คุณยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานกลุ่มบริษัทเครือชัยสุวรรณ

ประการแรก 30 ปีของกลุ่มชัยสุวรรณ (Chai Su Wan Group: CSW Group) กลุ่มชัยสุวรรณได้เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2520 โดยคุณยู เจียรยืนยงพงศ์จากการค้าขายอะไหล่สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถกระบะซึ่งได้เล็งเห็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจอื่นๆ จึงขยายออกไปดังนี้

(1) กลุ่มธุรกิจอะไหล่รถยนต์ ดำเนินธุรกิจค้าปลีกชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ โดยเน้นที่การขายอะไหล่รถยนต์ของประเทศญี่ปุ่น เช่นโตโยต้า ฮอนด้า มาสด้า นิสสัน อีซูซุ มิตซูบิชิ ฯลฯ และในปี 2529 ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายอะไหล่แท้ยี่ห้อโตโยต้าอย่างเป็นทางการ (Authorized Part Dealer) ที่มีอยู่ในประเทศเพียง 6 รายเท่านั้น

ในปี 2537 จัดตั้งบริษัทนำเข้าอะไหล่รถยนต์นำเข้าจากประเทศจีนเป็นอะไหล่ที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น กะทะล้อ รถบรรทุกสำหรับยางชนิดใช้ยางในและไม่ใช้ยางใน ยางรถบรรทุก ฯลฯ

ในปี 2547 จัดตั้งบริษัทใหม่อีกหนึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจค้าปลีกอะไหล่รถยนต์ (เน้นรถแท๊กซี่)

(2) กลุ่มธุรกิจค้าส่ง-ปลีกอะไหล่รถยนต์ ก่อตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาในปี 2533 เพื่อดำเนินธุรกิจค้าส่ง-ปลีกอะไหล่รถยนต์สินค้าประเภทบอร์ดี้พาร์ท

(3) กลุ่มธุรกิจการขนส่งปูนซีเมนต์ผงและเถ้าลอย โดยเริ่มแรกปี 2527 ขนส่งให้กับ บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง ในปี 2542 ขยายสายการบริการขนส่งเถ้าลอยให้กับ กฟผ. ปี 2547 เพิ่มสายการขนส่งสารเคมี โดยได้ผ่านการรับรอง ISO9000:2001 และคาดว่าในปี 2550 จะได้รับรอง QHSAS 18001

ประการที่สอง แก่นแท้ของคำว่า "ครอบครัว"
โดยทั่วไปแล้วคำว่า "ครอบครัว" (F: Family) ในองค์ประกอบของโมเดลธุรกิจครอบครัว จะเป็นการพัฒนาโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว ได้แก่ การสมรส การเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างทายาท ลูกเขย ลูกสะใภ้ แบบแผนการสื่อสารและบทบาทของครอบครัว ซึ่งทำให้สามารถกำหนดรูปแบบครอบครัวตามช่วงอายุได้ 4 ระดับคือ 1.ครอบครัวหนุ่มสาว 2.ครอบครัวเข้าสู่ธุรกิจ 3.ครอบครัวทำงานร่วมกัน และ 4.ส่งมอบธุรกิจให้กับรุ่นต่อไป

จากการสัมภาษณ์คุณยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานกลุ่มชัยสุวรรณใน 2-3 ประเด็นหลักๆ คือ
(1) ความสำเร็จของกลุ่มชัยสุวรรณนั้นอยู่ที่ปัจจัยอะไร
"การวางแผนธุรกิจ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญเพราะ จะทำธุรกิจอะไรจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบ อาทิ เมื่อผมจะเข้ามาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สร้างโรงแรม Royal Ping Garden & Resort ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
ผมให้น้องชายได้เข้ามาช่วยด้านธุรกิจค้าปลีกอะไหล่รถยนต์ มีลูกๆ เข้ามาช่วยทำงานในบริษัท ผมจะได้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้เต็มที่โรงแรม Royal Pingฯ นี้อยู่ในทำเลที่ดีมาก เพราะจากตัวเมืองเชียงใหม่ไป อ.เชียงดาวเพียง 70 กม. ผ่าน อ.ชัยปราการ อ.ฝาง สามารถเข้า จ.เชียงราย ซึ่งระหว่างทางไม่มีโรงแรมระดับนี้เลยทำให้ทั้งไป-กลับต้องพักทานอาหารกลางวันที่นี่ และที่นี่ยังสามารถจัดสัมมนา มีแคมป์ไฟ ล่องแพ ชมน้ำตกเจ็ดสี"
สิ่งสำคัญต่อมา ผมทำธุรกิจอะไรผมจะต้องรู้จริงได้ลงมือทำตั้งแต่ต้น ดังนั้นการศึกษาอย่างเข้าใจ การลงมือทำทุกขั้นตอนจะทำให้ผมเข้าใจวิธีการดำเนินธุรกิจและสามารถพัฒนาธุรกิจให้ขยายเติบโตได้
"ความสำเร็จที่ชัดเจนคือ เราเป็นเพียง 1 ใน 6 รายที่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายอะไหล่แท้ยี่ห้อโตโยต้าอย่างเป็นทางการ (Authorized Part Dealer) ของบริษัทโตโยต้า (ประเทศไทย) จำกัด (ไม่นับรวม Part Dealer ที่เป็น Car Dealer)
(2) ความเป็นครอบครัว สิ่งนี้ผู้เขียนได้ข้อมูลเชิงประจักษ์โดยตรงในงานครบรอบ 30 ปี กลุ่มชัยสุวรรณและพิธีมอบรางวัลสำหรับพนักงานที่ทำงานมานาน
- พนักงานทุกคนที่อยู่มาตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัท มีความรักคุณยูเปรียบดัง "พ่อ" หรือผู้ที่มีพระคุณโดยมิอาจลืมเลือนไปได้
-พนักงานบางคนร้องไห้หรือก้มลงกราบแทบเท้าของบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งด้วยสำนึกในการมีชีวิต ประกอบอาชีพและอยู่เป็นตัวตนได้ก็เพราะบริษัทฯ
ด้วยการดูแลและวิธีการบริหารคนอย่างยอดเยี่ยม ทำให้พนักงานรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวชัยสุวรรณ บริษัทเปรียบดังบ้านหลังที่สองที่เขาเหล่านี้จะไม่จากลาไปไหน และสิ่งนี้ทำให้พนักงานรุ่นใหม่ๆ "มีความรู้สึกว่าเขาได้เข้ามาลงทุนชีวิตให้กับบริษัทฯ นี้และเป็นการลงทุนที่ถูกต้องที่สุด"
ประการสุดท้าย ครอบครัวนั้นมีได้อย่างน้อย 3 มิติ
ผู้เขียนสังเคราะห์ได้ว่า ความเป็นครอบครัวนั้นจริงๆ ถ้าพิจารณาตามทฤษฎีจะเป็นมิติตามที่อธิบายไว้คือ บุคคลในครอบครัวและที่เกี่ยวข้อง (พี่น้อง เขย สะใภ้ ลูก หลาน ฯลฯ) แต่ในมิติที่ 2 นี้คือ พนักงานได้ร่วมลงทุนชีวิตจนมีความเป็นครอบครัวเกิดขึ้นกับธุรกิจครอบครัว ส่วนมิติที่ 3 คือ ผู้ร่วมค้า รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวในธุรกิจครอบครัว (ซึ่งผู้เขียนจะได้อธิบายในโอกาสต่อไป)
สิ่งนี้คือ แก่นแท้ที่พบของความเป็นธุรกิจครอบครัวครับ!


วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันพระปกเกล้า
โทร 029301133  
email: drdanait@gmail.com

โมเดลธุรกิจครอบครัวไทย โดย ดร.ดนัย เทียนพุฒ


ครั้งแรกที่ผู้เขียนศึกษาถึงความสำเร็จของธุรกิจครอบครัวในประเทศสิงคโปร์ซึ่งประเทศเขาให้ความสนใจและศึกษากันอย่างเป็นจำนวนมาก  สิงคโปร์เรียกธุรกิจเหล่านี้ว่า "Cottage Industry" หรืออุตสาหกรรมในครัวเรือนว่าเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจครอบครัวที่จะก้าวไปสู่บรรษัทระดับโลก



สิ่งที่ธุรกิจพยายามกันอย่างมากคือ การสร้างคุณค่าให้ลูกค้าเพื่อที่จะได้ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้า  แต่การที่จะทำให้เกิดสิ่งนี้ได้จะมีปัจจัยสำคัญอย่างน้อย 2 อย่างคือ
อย่างแรก  การสร้างให้ลูกค้าฝังจำบริษัทหรือสินค้าไว้ให้อยู่ในใจและหาวิธีดึงเงินมาจากกระเป๋าลูกค้าเมื่อสินค้าหรือบริษัทถูกจดจำอยู่ในใจแล้ว
อย่างที่สอง  การลงทุนในด้านคนขององค์กรเพื่อสร้างคุณค่าให้เกิดกับองค์กร  จนกระทั่งส่งผลต่อการสร้างคุณค่าให้ลูกค้า
ในขณะที่ประเทศไทยมีการส่งเสริมให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในการก่อตั้งกิจการ  หรือสร้างธุรกิจให้เกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด  ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เริ่มมาจากกิจการเจ้าของคนเดียวไปสู่กิจการที่ใหญ่โต
แต่สิ่งที่น่าทึ่งจนกลายเป็นความอัศจรรย์ใจกับผู้เขียนคือ
: ธุรกิจที่เริ่มต้นมาจากความเป็นครอบครัว  พอถึงปัจจุบันต่างพยายามหรือปฏิเสธความเป็นครอบครัว  เพราะมีการให้สัมภาษณ์ซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลาว่าปัจจุบันไม่ใช่ธุรกิจครอบครัวแล้วเราบริหารธุรกิจด้วยมืออาชีพมาหลายปีทีเดียว
: ผู้เขียนลองสืบค้นทาง Google เพื่อหาเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "ธุรกิจครอบครัว" (Family Business) ปรากฏว่า ไม่มีข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ (ความรู้สึกหลังๆ ในการค้นข้อมูลจาก Google จะรู้สึกว่าพบขยะออนไลน์ของหน่วยงานต่างๆ ใน Search Engine ค่อนข้างมาก)
โมเดลธุรกิจครอบครัว
การที่ธุรกิจครอบครัวจะประสบความสำเร็จได้  ควรจะมีโมเดลธุรกิจครอบครัว (Family Business Model) เป็นจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจ
ผู้เขียนได้ลองจำลองแก่นของโมเดลการเติบโตสำหรับธุรกิจครอบครัวขึ้นมาดังนี้
1  ขั้นก่อนการเริ่มธุรกิจ เจ้าของธุรกิจวางแผนเสี่ยงและเตรียมงานล่วงหน้าเกี่ยวกับทรัพยากรและจัดลำดับสิ่งที่จะเริ่มต้น อาทิ
- นิยามแนวคิดธุรกิจ
- ศึกษาผลิตภัณฑ์ตลาด
- วางแผนการเงิน
- วางแผนก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ

2  ขั้นเริ่มธุรกิจ
  เป็นขั้นตอนเริ่มธุรกิจเมื่อเจ้าของธุรกิจต้องเสี่ยงในตลาดและจัดทำสิ่งที่จำเป็นหรือปรับเปลี่ยนให้สามารถอยู่รอดได้

3    ขั้นก่อนการเติบโต
  เป็นช่วงที่พัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว  เมื่อความเสี่ยงได้ผ่านไปจะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านการตลาด การเงินและการใช้ประโยชน์ทรัพยากร 

4  ขั้นภายหลังการเติบโต
 เป็นขั้นวิวัฒนาการของความเสี่ยงที่จะเข้าไปสู่ธุรกิจใหญ่กับคู่แข่งที่มีกำลังในอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น
 ความจำเป็นที่จะจัดการแบบมืออาชีพ  อาจมีความสำคัญมากกว่าการบริหารแบบเจ้าของกิจการ
ส่วนในกรณีธุรกิจครอบครัวไทยที่มาจากกลุ่มคนจีนโพ้นทะเล  ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  มีการพัฒนาและปรับตัวเป็นอย่างมากเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจครอบครัว  และสิ่งที่บ่งบอกถึงการปรับตัวได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ การอาศัยบารมีของนักการเมือง  ปกป้องคุ้มครองธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ธุรกิจครอบครัวไทยที่ทรงอิทธิพลอยู่ในเศรษฐกิจสังคมของประเทศในยุคก่อนปี 2540 ที่จะมีวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจจนประเทศล้มละลาย  แม้ในปัจจุบันก็ยังอยู่ในอาการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มทุนนิยมผูกขาดที่ถูกรัฐประหารไปได้ไม่นานนักจะมีอยู่ในลักษณะธุรกิจผูกขาดหรือธุรกิจกึ่งผูกขาดที่มีผู้ผลิตน้อยราย  และที่ก้าวไปเป็นบรรษัทระดับโลก เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์   การพัฒนาของธุรกิจครอบครัวไทย  จะมีอยู่ 2 ลักษณะสำคัญคือ เป็นการผลิตสินค้าด้านอุปโภคบริโภคที่ไม่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีกับการร่วมทุนกับธุรกิจต่างชาติ
ผู้เขียนเคยนำนักศึกษา MBA ที่เรียนด้านจัดการกลยุทธเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มเครือสหพัฒน์ ได้พบว่า
:  โรงงานที่ผลิตสินค้านั้นในปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นการนำเข้าเครื่องจักรมาผลิตสินค้าเหมือนดังที่เราเคยได้เข้าใจกัน  แต่เป็นลักษณะซื้อทั้งโรงงานที่สามารถมาดำเนินการผลิตได้เลยและพนักงาน หรือหัวหน้างานจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ให้ดูแลเครื่องจักรหรือเครื่องควบคุมอัตโนมัติ  เปิด-ปิดเครื่อง  ถ้าเสียก็ให้ฝ่ายซ่อมบำรุงรักษาเข้ามาดู  หากซ่อมไม่ได้ก็ซื้ออะไหล่มาเปลี่ยน
- กลุ่มทุนอุตสาหกรรมไทยที่พัฒนามาจากกลุ่มคนจีนโพ้นทะเลหรือเป็นนาย-หน้าของโรงงานผู้ผลิตสินค้าจากต่างประเทศนั้นไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค  หรือวิศวกรรมด้านอุตสาหกรรมเหมือนญี่ปุ่น ยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา
-  ต้องยอมรับว่าก่อนปี 2540 กลุ่มทุนอุตสาหกรรมไทยเกือบทั้งประเทศจะถูกครอบงำหรืออยู่ภายใต้การควบคุมของเหล่าบรรดากลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เป็นหลักเกือบทั้งหมด  ซึ่งกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์เหล่านี้โดยเฉพาะในยุคก่อนปี 2540 ไม่ได้สนใจการพัฒนาทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรม
ซึ่งหากทุกท่านจำได้เมื่อ Tom Peter และ Robert Waterman ได้เขียนหนังสือ In Search of Excellence ออกมาในช่วงปี 1982 มีธุรกิจธนาคารบางแห่งโดดเข้ามาปล่อยสินเชื่อในธุรกิจโรงสีข้าว  เพราะอีกธนาคารหนึ่ง (มุ่งในสิ่งที่ตนเชี่ยวชาญตามหนังสือ) ขายธุรกิจโรงสีข้าวออกทั้งหมด  ปรากฏว่าเป็นยุคเปลี่ยนผ่านธุรกิจโรงสีข้าวไม่ใช่ดาวเด่นอีกต่อไป  ธนาคารที่ให้สินเชื่อเกิดหนี้เป็นจำนวนมากมาย
สรุปแล้วพัฒนาการในสภาพจริงๆ ของธุรกิจครอบครัวไทยในเกือบทุกอุตสาห-กรรมจะเป็นลักษณะ
: กลุ่มธุรกิจครอบครับที่เติบโตหรือมีพัฒนาการโดยเป็นลักษณะธุรกิจกึ่งผูกขาดที่มีผู้ผลิตน้อยรายหรือเป็นธุรกิจผูกขาด เช่น ธุรกิจสุราและธุรกิจโทรคมนาคม
: กลุ่มธุรกิจครอบครัวจะพัฒนาขึ้นในลักษณะของนายหน้าโรงงานผู้ผลิตสินค้าจากต่างประเทศ  หรืออาศัยการร่วมทุนจากกลุ่มธุรกิจต่างชาติเป็นหลัก
: กลุ่มธุรกิจครอบครัวที่สามารถพัฒนาเป็นบรรษัทระดับโลกได้ (Conglome-rates) จะเป็นกลุ่มที่ได้ "สิทธิพิเศษ" จากภาครัฐหรือมีอิทธิพลเหนือรัฐ
การศึกษาของ ผาสุก พงษ์ไพจิตร (2549) เกี่ยวกับระบบทุนนิยมที่มีธุรกิจครอบครัวเป็นแกนหลักภายหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จะถดถอยอ่อนแแอลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่อย่างไรก็ตามธุรกิจครอบครัวไทยจะเป็นลักษณะของธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศไทยที่จะอยู่รอดได้ด้วยการเข้าถึงอำนาจรัฐโดยตรง หรืออิงแอบกับการเมือง หรือร่วมทุนกับธุรกิจระดับบรรษัทข้ามชาติ  โดยมิอาจปฏิเสธได้ไปอีกตราบนานเท่านาน